การเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิลต้องไปตัดสินกันในรอบที่สอง หลังผลการลงคะแนนรอบแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2569 ไม่มีผู้สมัครคนใดได้เสียงเกินครึ่ง วุฒิสมาชิกฟลาวิโอ โบลโซนาโร (Flávio Bolsonaro) จากฝ่ายขวา ได้คะแนนนำราว 47% ส่วนประธานาธิบดีลุยส์ อีนาซียู ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ ได้ราว 45% ทั้งสองจะชิงชัยกันอีกครั้งในวันที่ 25 ตุลาคมนี้
นิตยสาร Americas Quarterly รายงานตัวเลขว่าฟลาวิโอได้ 47.03% ส่วนลูลาได้ 45.16% ขณะที่ Al Jazeera รายงานว่าฟลาวิโอได้ราว 56 ล้านเสียง และลูลาได้เกือบ 53 ล้านเสียง
ผลที่ผิดคาดจากโพล
ก่อนวันเลือกตั้ง โพลส่วนใหญ่คาดว่าลูลาจะเข้าเส้นชัยรอบแรกเป็นอันดับหนึ่ง แต่ผลจริงกลับออกมาตรงกันข้าม ฟลาวิโอนำอยู่ราว 2 จุด ทำให้นักวิเคราะห์หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมโพลจึงประเมินคะแนนฝ่ายขวาต่ำเกินไป
ลูลายอมรับกับผู้สนับสนุนว่าเขาเคยมั่นใจว่าจะชนะได้ตั้งแต่รอบแรก และเปรียบสถานการณ์ตอนนี้ว่าเหมือนเกมฟุตบอลที่เข้าสู่ช่วงต่อเวลาพิเศษ ตามที่ Al Jazeera รายงาน
ข้อมูลน่าสนใจจากการเลือกตั้งรอบแรกมีดังนี้
- ผู้สมัคร: ลูลาอายุ 80 ปี ลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 4 (ไม่ติดต่อกัน) ส่วนฟลาวิโออายุ 45 ปี เป็นลูกชายคนโตของอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนาโร (Jair Bolsonaro)
- ผู้ไม่มาใช้สิทธิ์: สูงถึง 21.08% มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1998 ตามรายงานของ Americas Quarterly
- รัฐสภา: พรรคเสรีนิยม (PL) ของฝ่ายโบลโซนาโรได้ที่นั่งมากที่สุด คือ 28 จาก 81 ที่นั่งในวุฒิสภา และ 121 จาก 513 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
- ประเด็นที่คนบราซิลกังวล: อาชญากรรม ค่าครองชีพ ดอกเบี้ยสูง เงินเฟ้อ และความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ
เงาของผู้เป็นพ่อ
ฟลาวิโอลงสนามในฐานะผู้สืบทอดขบวนการขวาจัดของบิดา ซึ่งตอนนี้ไม่สามารถลงสมัครได้ เพราะฌาอีร์ โบลโซนาโร กำลังรับโทษจำคุก 27 ปี จากคดีวางแผนรัฐประหารหลังแพ้เลือกตั้งปี 2022 ให้กับลูลา การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเหมือนการประลองรอบใหม่ระหว่างสองขั้วการเมืองที่แบ่งประเทศมาหลายปี
ไบรอัน วินเทอร์ (Brian Winter) บรรณาธิการบริหารของ Americas Quarterly มองว่าฟลาวิโอมีโอกาสสูงที่จะชนะรอบสอง หากไม่มีข้อมูลใหม่ที่พลิกเกม ส่วนนักเศรษฐศาสตร์บางรายเตือนว่า แม้ฝ่ายขวาจะชนะ แต่รัฐสภาที่แตกเป็นหลายกลุ่มอาจทำให้การปรับสมดุลการคลังซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของบราซิลเดินหน้าได้ยาก
ศึกรอบสองจะชี้ขาดที่ไหน
ระบบเลือกตั้งของบราซิลกำหนดว่า ถ้าไม่มีผู้สมัครคนใดได้เสียงเกิน 50% ของบัตรดี ต้องจัดการลงคะแนนรอบสองระหว่างผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 อันดับแรก ผลรอบแรกครั้งนี้ทำให้ช่องว่างระหว่างสองฝ่ายเหลือเพียงราว 3 ล้านเสียง เสียงของผู้สมัครอันดับรอง ๆ อีก 10 คนจึงมีความหมายมาก Al Jazeera รายงานว่าผู้สมัครอย่างไกยาดู (Caiado) และซานโตส (Santos) ได้คะแนนรวมกันราว 5.3 ล้านเสียง ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนผลได้หากผู้สนับสนุนกลุ่มนี้หันไปทางใดทางหนึ่ง
อีกปัจจัยคือผู้ที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ ซึ่งมีมากกว่า 1 ใน 5 ของผู้มีสิทธิ์ ทั้งสองฝ่ายจึงต้องหาทางดึงคนกลุ่มนี้กลับมาที่คูหาให้ได้ภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทย
บราซิลเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา เป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS และเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก เช่น น้ำตาล เนื้อไก่ และถั่วเหลือง ซึ่งหลายรายการเป็นคู่แข่งหรือวัตถุดิบสำคัญของไทย หากผู้นำคนใหม่เปลี่ยนนโยบายการค้า ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และจีน หรือทิศทางเศรษฐกิจ ก็อาจส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตรและการค้าโลกที่ไทยเกี่ยวข้องด้วย
สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการหาเสียงช่วง 3 สัปดาห์ก่อนวันที่ 25 ตุลาคม โดยเฉพาะว่าผู้สมัครที่ตกรอบจะประกาศสนับสนุนใคร และฐานเสียงที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ในรอบแรกจะตัดสินใจอย่างไร





