บทวิเคราะห์โดยกองบรรณาธิการ Your News Magnet
ช่วงต้นเดือนตุลาคม 2569 ประเด็นที่ถูกถกเถียงกว้างขวางคู่ขนานกับข่าวน้ำท่วม คือข้อเสนอแก้กฎหมายเพื่อเปลี่ยนแหล่งเงินของหน่วยงานที่เคยได้รับ “เงินบำรุง” โดยตรงจากภาษีสุราและยาสูบ หรือที่มักเรียกกันว่าภาษีบาป ให้ไปรับเงินผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับไทยพีบีเอสเปิดรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึง 14 ตุลาคม 2569
ข้อเท็จจริง: ร่างกฎหมายเสนออะไร
ตามรายงานของ Nation Thailand ข้อเสนอนี้มีร่างกฎหมาย 4 ฉบับ ครอบคลุม 4 หน่วยงานและกองทุน ซึ่งรวมกันได้รับเงินราว 14,000 ล้านบาทต่อปี
- ไทยพีบีเอส ได้รับราว 2,000 ล้านบาทต่อปี ร่างแก้ไขเสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ให้แก้มาตรา 11(1) และยกเลิกมาตรา 12–16 ที่ว่าด้วยการจัดเก็บเงินบำรุง
- สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รับ 2% ของภาษีสุราและยาสูบ ราว 4,000 ล้านบาทต่อปี ร่างแก้ไขกำหนดให้มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2570
- กองทุนผู้สูงอายุ ราว 4,000 ล้านบาทต่อปี
- กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ราว 4,000 ล้านบาทต่อปี
เหตุผลที่ผู้เสนอระบุ คือการทำให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งจำกัดการจัดเก็บภาษีหรือเงินเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะของหน่วยงาน ฝั่งโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีชี้แจงว่าผู้ผลิตและผู้นำเข้ายังต้องเสียภาษีสรรพสามิตเหมือนเดิม สิ่งที่เปลี่ยนคือเส้นทางการจัดสรรเงิน และทุกร่างยังอยู่ในขั้นรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ได้ออกเป็นกฎหมาย
ความเห็น: สองหลักการที่ดีทั้งคู่ แต่ชนกัน
ฝ่ายที่สนับสนุนการยกเลิกเงินที่ผูกติดกับภาษี (earmarked tax) มีเหตุผลทางการคลังที่หนักแน่น เงินที่ไหลเข้าหน่วยงานโดยอัตโนมัติทุกปีไม่ต้องผ่านการพิจารณางบประมาณแบบเดียวกับหน่วยงานอื่น ทำให้รัฐจัดลำดับความสำคัญได้ยาก โดยเฉพาะในปีที่ต้องใช้เงินจำนวนมากกับภัยพิบัติ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สนับสนุนหลักการนี้ แต่ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อเงินเข้าคลังแล้ว ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ารัฐบาลจะใช้เงินอย่างระมัดระวังหรือไม่
ฝ่ายที่คัดค้านมองอีกด้าน รูปแบบเงินบำรุงถูกออกแบบมาตั้งแต่ต้นเพื่อกันหน่วยงานบางประเภทออกจากแรงกดดันทางการเมือง สื่อสาธารณะที่ต้องขอเงินจากรัฐบาลและสภาทุกปีอาจถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระในการทำข่าว ส่วนงานสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การรณรงค์ลดเหล้าและบุหรี่ ต้องอาศัยเงินที่ต่อเนื่องหลายปี เครือข่ายด้านสื่อและสุขภาพภาคประชาสังคม (Sustainable Thai Society Health Media Network) ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีให้ทบทวนเรื่องนี้
ในความเห็นของกองบรรณาธิการ คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ “เอาหรือไม่เอาภาษีบาป” แต่คือหากจะเปลี่ยนเส้นทางเงินจริง จะมีกลไกอะไรรับประกันว่าหน่วยงานเหล่านี้ยังทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ เช่น การกำหนดสัดส่วนหรือเพดานขั้นต่ำในกฎหมาย การจัดงบประมาณล่วงหน้าหลายปี หรือการให้องค์กรอิสระมีบทบาทในการพิจารณา ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ได้รับเงินบำรุงก็ควรเปิดเผยผลการใช้เงินให้ประชาชนตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อตอบข้อกังวลเรื่องความโปร่งใสที่เป็นต้นเรื่องของข้อเสนอ
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทย
เงินราว 14,000 ล้านบาทต่อปีนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมากกว่าที่คิด ตั้งแต่สื่อสาธารณะที่ไม่มีโฆษณา โครงการสุขภาพในชุมชน สวัสดิการผู้สูงอายุ ไปจนถึงการพัฒนานักกีฬา ประชาชนยังแสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายได้ผ่านเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือผลการรับฟังความคิดเห็น และร่างที่ผ่านขั้นตอนนี้จะถูกปรับก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภาหรือไม่




