บทวิเคราะห์โดยกองบรรณาธิการ Your News Magnet
อุทกภัยช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม 2569 เป็นช่วงที่คนไทยจำนวนมากได้รับข้อความเตือนภัยเด้งขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์พร้อมเสียงเตือนจากระบบ Cell Broadcast ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่งส่งผ่านเครือข่ายมือถือ AIS, True และ NT ถึงทุกเครื่องในพื้นที่เสี่ยงโดยไม่ต้องลงแอปหรือสมัครรับข่าว แต่ในขณะเดียวกัน ระบบนี้ก็ถูกตั้งคำถามว่าเตือนเร็วพอหรือไม่
ข้อเท็จจริง: ระบบถูกใช้งานถี่ขึ้นมาก
- สำนักข่าว Spacebar รายงานว่า ระหว่าง 10.00 น. วันที่ 24 กันยายน ถึง 16.00 น. วันที่ 25 กันยายน ปภ. ส่งข้อความเตือนมากกว่า 14 ครั้ง ครอบคลุม 10 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค โดยระยองได้รับข้อความถึง 4 ครั้ง และบางข้อความเป็นคำสั่งให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงทันที
- วันที่ 30 กันยายน ปภ. ส่งข้อความเตือนประชาชน 3 อำเภอของสมุทรปราการ คือ บางพลี บางบ่อ และบางเสาธง ว่าน้ำอาจท่วมขังต่อเนื่องอีก 7–10 วัน พร้อมแนะนำให้ระวังไฟฟ้าดูดและย้ายกลุ่มเปราะบางไปที่ปลอดภัย
- บทวิเคราะห์ของ Thai PBS Policy Watch ที่เผยแพร่วันที่ 1 ตุลาคม ชี้ว่า กรณีน้ำท่วมกรุงเทพฯ ข้อความ Cell Broadcast ถูกส่งเมื่อเวลา 09.22 น. วันที่ 26 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำเริ่มท่วมแล้ว ขณะที่ข้อมูลความเสี่ยงมีมาก่อนหน้านั้นหลายวัน
บทวิเคราะห์เดียวกันอ้างคำชี้แจงจากฝ่ายบริหารกรุงเทพมหานครว่า การส่งข้อความล่าช้ากว่าที่ควรเพราะขั้นตอนประสานงานระหว่าง กทม. กับ ปภ. ยังไม่ชัดเจน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลอธิบายว่า ปภ. ต้องได้ข้อมูลยืนยันจากพื้นที่ก่อนส่งข้อความระดับวิกฤต
ความเห็น: ปัญหาไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือการตัดสินใจ
ในมุมเทคนิค Cell Broadcast ทำงานได้ตามที่ออกแบบ ข้อความไปถึงโทรศัพท์จำนวนมากในเวลาไม่กี่วินาที จุดที่ต้องปรับจึงอยู่ที่กระบวนการก่อนกดส่ง ใครเป็นคนตัดสินใจ ใช้ข้อมูลอะไร และต้องรอการยืนยันกี่ขั้น
ข้อโต้แย้งของฝ่ายที่ระมัดระวังก็มีน้ำหนัก หากส่งข้อความระดับวิกฤตบ่อยเกินไปแต่เหตุการณ์ไม่รุนแรงตามที่เตือน คนอาจเริ่มชินและไม่สนใจข้อความครั้งต่อไป ซึ่งอันตรายพอ ๆ กับการเตือนช้า ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าในภาวะน้ำท่วมเมือง เวลาไม่กี่ชั่วโมงคือความต่างระหว่างการย้ายรถและของมีค่าทันกับไม่ทัน การยอมรับ “การเตือนที่อาจไม่เกิดขึ้นจริง” เป็นต้นทุนที่สังคมควรรับได้ หากข้อความระบุระดับความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา
ทางสายกลางที่หลายฝ่ายเสนอ คือการแบ่งระดับข้อความให้ชัด ระดับเฝ้าระวังส่งได้เร็วโดยไม่ต้องรอยืนยันหลายชั้น ส่วนระดับอพยพใช้เกณฑ์ที่เข้มกว่า และแต่ละข้อความควรบอกสิ่งที่ต้องทำเป็นรูปธรรม เช่น ย้ายรถไปที่สูง ตัดไฟชั้นล่าง หรือไปศูนย์พักพิงที่ไหน แทนข้อความกว้าง ๆ ว่าฝนจะตกหนัก
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าฝนจะเพิ่มขึ้นอีกในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ช่วงวันที่ 8–13 ตุลาคม นี่จะเป็นบททดสอบว่าการประสานงานระหว่างหน่วยงานดีขึ้นหรือไม่ เรื่องที่ควรจับตา ได้แก่ การทำข้อตกลงขั้นตอนการส่งข้อความระหว่าง ปภ. กับท้องถิ่นให้ชัดเจน การเพิ่มข้อความภาษาอังกฤษและภาษาเพื่อนบ้านสำหรับแรงงานและนักท่องเที่ยว และการเข้าถึงคนที่ไม่มีสมาร์ตโฟน ซึ่งยังต้องพึ่งหอกระจายข่าวและผู้นำชุมชน
สำหรับคนไทยทั่วไป สิ่งที่ทำได้ทันทีคือเปิดการรับข้อความแจ้งเตือนฉุกเฉินในโทรศัพท์ไว้ และอ่านข้อความทุกครั้งที่ได้รับ เพราะระบบเตือนภัยที่ดีที่สุดจะไร้ความหมาย หากคนรับไม่ลงมือทำตาม
แหล่งข่าวอ้างอิง
- Thai PBS Policy Watch – น้ำท่วมกทม. ปี 69 ความเสียหายเพราะเตือนภัยช้า?
- Spacebar – เปิดสถิติ 30 ชม. ปภ.ยิง Cell Broadcast เตือนภัย 14 ครั้ง ครอบคลุม 10 จังหวัด
- Nation Thailand – DDPM sends Cell Broadcast flood alerts to three Samut Prakan districts
- Nation Thailand – DDPM reports 3.26m people hit by Thai floods on Oct 4









