เลือกอ่านตามหมวดหมู่
ข่าว

ข่าวและเหตุการณ์ล่าสุด

เทคโนโลยี

AI แกดเจ็ต และโลกดิจิทัล

ธุรกิจ

สตาร์ทอัพ การงาน เศรษฐกิจ

ไลฟ์สไตล์

อาหาร สุขภาพ การใช้ชีวิต

กีฬา

ทุกสนาม ทุกการแข่งขัน

บันเทิง

หนัง ดนตรี และศิลปะ

ความคิดเห็น

มุมมองจากคนในชุมชน

ท้องถิ่น

เรื่องใกล้ตัวในชุมชน

ท่องเที่ยว

ที่เที่ยวและทริปแนะนำ

บทความล่าสุด

นครนายกขอกรมชลฯ งดระบายน้ำเข้าคลอง 14–16 หลังองครักษ์ท่วมหนัก

ผู้ว่าฯ นครนายกทำหนังสือด่วนที่สุดถึงกรมชลประทาน ของดระบายน้ำเข้าคลอง 14–16 หลังองครักษ์ท่วมขังนาน สวนไม้ดอกไม้ประดับเสียหายกว่า 2 หมื่นไร่
ภาพประกอบ: บ้านเรือนริมน้ำในประเทศไทยที่ถูกน้ำท่วม (ภาพจากเหตุการณ์ปี 2554)
ภาพ: DANIEL JULIE / Wikimedia Commons (CC BY 2.0)

นายชานนท์ วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ลงนามในหนังสือราชการ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ถึงอธิบดีกรมชลประทาน ขอให้งดการระบายน้ำเข้าสู่ระบบคลอง 14 คลอง 15 และคลอง 16 เพื่อบรรเทาน้ำท่วมในอำเภอองครักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำและถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่องหลายวัน ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำ

หนังสือฉบับนี้สะท้อนแรงกดดันที่ชาวองครักษ์เผชิญอยู่ รายงานข่าวระบุว่าย่านตลาดเก่าองครักษ์ริมคลองถูกน้ำท่วมเข้าสู่วันที่ 8 แล้ว ณ ช่วงที่มีการส่งหนังสือ และหลายครัวเรือนยังไม่เห็นสัญญาณว่าน้ำจะลดเร็ว

ตัวเลขผลกระทบในนครนายก

ข้อมูลที่หน่วยงานรัฐรายงานต่อสื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมระบุว่า นครนายกมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ได้แก่ ปากพลี เมืองนครนายก บ้านนา และองครักษ์ รวมราว 40 ตำบล กว่า 400 หมู่บ้าน และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มจากราว 49,000 ครัวเรือนเป็น 53,928 ครัวเรือน

อีกด้านที่น่าห่วงคือภาคเกษตร องครักษ์เป็นแหล่งปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญของภาคกลาง สำนักข่าว Thai PBS World รายงานว่าสวนไม้ดอกไม้ประดับในสามตำบลของอำเภอองครักษ์ถูกน้ำท่วมราว 3,200 เฮกตาร์ หรือประมาณ 20,000 ไร่ กระทบเกษตรกรกว่า 2,000 ราย ต้นไม้จมน้ำมานานกว่า 6 วัน และหลายรายตั้งใจจะตัดดอกขายในเดือนหน้า ผู้ปลูกรายหนึ่งบอกกับสื่อว่าสถานการณ์ครั้งนี้หนักกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

น้ำจากป่าสักและข้อจำกัดของการบริหารน้ำ

ข้อมูลเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ระบุว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 957.13 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 109.83% ของความจุ มีน้ำไหลเข้า 397.95 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายออก 500.04 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อเขื่อนเกินความจุ การระบายน้ำจึงจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของตัวเขื่อน แต่ปลายทางของน้ำบางส่วนคือระบบคลองฝั่งตะวันออกที่ไหลผ่านนครนายก

นี่คือโจทย์ยากของการบริหารน้ำในภาวะวิกฤต การลดน้ำในจุดหนึ่งมักหมายถึงการเพิ่มน้ำให้อีกจุดหนึ่ง ข้อเรียกร้องของนครนายกจึงต้องชั่งน้ำหนักกับสถานการณ์ในพื้นที่อื่นที่รับน้ำจากลุ่มน้ำป่าสักและเจ้าพระยาเช่นกัน ณ วันที่รายงานข่าว ยังไม่มีการเปิดเผยคำตอบอย่างเป็นทางการจากกรมชลประทาน

ระหว่างนี้ หน่วยงานรัฐเร่งเพิ่มกำลังระบายน้ำในพื้นที่

  • กองทัพเรือส่งเรือผลักดันน้ำ 30 ลำมาประจำ 2 จุดในนครนายก โดย 20 ลำอยู่ที่สะพานโยธะกา อำเภอองครักษ์ เดินเครื่องวันละ 12 ชั่วโมง
  • จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้ผู้ประสบภัยเข้าถึงเงินช่วยเหลือของรัฐ ซึ่งลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ”
  • ประชาชนขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน ปภ. 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

สิ่งที่ต้องติดตามต่อ

ประเด็นที่ต้องจับตาคือคำตอบของกรมชลประทานต่อหนังสือของจังหวัด และปริมาณฝนรอบใหม่ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในภาคกลางและภาคตะวันออกช่วงวันที่ 8–13 ตุลาคม หากเขื่อนต้องระบายน้ำมากขึ้นอีก องครักษ์อาจต้องอยู่กับน้ำต่อไปอีกระยะ

สำหรับเกษตรกรไม้ดอกไม้ประดับ ความเสียหายรอบนี้ไม่ได้จบแค่ผลผลิตที่หายไป แต่ยังรวมถึงต้นพันธุ์และต้นทุนฟื้นฟูสวน มาตรการเยียวยาภาคเกษตรที่ตรงกับลักษณะพืชมูลค่าสูงจึงเป็นอีกเรื่องที่คนในพื้นที่รอคำตอบ

แหล่งข่าวอ้างอิง

แชร์บทความนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *