นายชานนท์ วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ลงนามในหนังสือราชการ “ด่วนที่สุด” ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ถึงอธิบดีกรมชลประทาน ขอให้งดการระบายน้ำเข้าสู่ระบบคลอง 14 คลอง 15 และคลอง 16 เพื่อบรรเทาน้ำท่วมในอำเภอองครักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำรับน้ำและถูกน้ำท่วมขังต่อเนื่องหลายวัน ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีแผนปรับเพิ่มการระบายน้ำ
หนังสือฉบับนี้สะท้อนแรงกดดันที่ชาวองครักษ์เผชิญอยู่ รายงานข่าวระบุว่าย่านตลาดเก่าองครักษ์ริมคลองถูกน้ำท่วมเข้าสู่วันที่ 8 แล้ว ณ ช่วงที่มีการส่งหนังสือ และหลายครัวเรือนยังไม่เห็นสัญญาณว่าน้ำจะลดเร็ว
ตัวเลขผลกระทบในนครนายก
ข้อมูลที่หน่วยงานรัฐรายงานต่อสื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมระบุว่า นครนายกมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ ได้แก่ ปากพลี เมืองนครนายก บ้านนา และองครักษ์ รวมราว 40 ตำบล กว่า 400 หมู่บ้าน และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบเพิ่มจากราว 49,000 ครัวเรือนเป็น 53,928 ครัวเรือน
อีกด้านที่น่าห่วงคือภาคเกษตร องครักษ์เป็นแหล่งปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่สำคัญของภาคกลาง สำนักข่าว Thai PBS World รายงานว่าสวนไม้ดอกไม้ประดับในสามตำบลของอำเภอองครักษ์ถูกน้ำท่วมราว 3,200 เฮกตาร์ หรือประมาณ 20,000 ไร่ กระทบเกษตรกรกว่า 2,000 ราย ต้นไม้จมน้ำมานานกว่า 6 วัน และหลายรายตั้งใจจะตัดดอกขายในเดือนหน้า ผู้ปลูกรายหนึ่งบอกกับสื่อว่าสถานการณ์ครั้งนี้หนักกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2554
น้ำจากป่าสักและข้อจำกัดของการบริหารน้ำ
ข้อมูลเมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 5 ตุลาคม ระบุว่าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 957.13 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 109.83% ของความจุ มีน้ำไหลเข้า 397.95 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายออก 500.04 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อเขื่อนเกินความจุ การระบายน้ำจึงจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของตัวเขื่อน แต่ปลายทางของน้ำบางส่วนคือระบบคลองฝั่งตะวันออกที่ไหลผ่านนครนายก
นี่คือโจทย์ยากของการบริหารน้ำในภาวะวิกฤต การลดน้ำในจุดหนึ่งมักหมายถึงการเพิ่มน้ำให้อีกจุดหนึ่ง ข้อเรียกร้องของนครนายกจึงต้องชั่งน้ำหนักกับสถานการณ์ในพื้นที่อื่นที่รับน้ำจากลุ่มน้ำป่าสักและเจ้าพระยาเช่นกัน ณ วันที่รายงานข่าว ยังไม่มีการเปิดเผยคำตอบอย่างเป็นทางการจากกรมชลประทาน
ระหว่างนี้ หน่วยงานรัฐเร่งเพิ่มกำลังระบายน้ำในพื้นที่
- กองทัพเรือส่งเรือผลักดันน้ำ 30 ลำมาประจำ 2 จุดในนครนายก โดย 20 ลำอยู่ที่สะพานโยธะกา อำเภอองครักษ์ เดินเครื่องวันละ 12 ชั่วโมง
- จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายเพื่อให้ผู้ประสบภัยเข้าถึงเงินช่วยเหลือของรัฐ ซึ่งลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ”
- ประชาชนขอความช่วยเหลือได้ที่สายด่วน ปภ. 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
สิ่งที่ต้องติดตามต่อ
ประเด็นที่ต้องจับตาคือคำตอบของกรมชลประทานต่อหนังสือของจังหวัด และปริมาณฝนรอบใหม่ที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในภาคกลางและภาคตะวันออกช่วงวันที่ 8–13 ตุลาคม หากเขื่อนต้องระบายน้ำมากขึ้นอีก องครักษ์อาจต้องอยู่กับน้ำต่อไปอีกระยะ
สำหรับเกษตรกรไม้ดอกไม้ประดับ ความเสียหายรอบนี้ไม่ได้จบแค่ผลผลิตที่หายไป แต่ยังรวมถึงต้นพันธุ์และต้นทุนฟื้นฟูสวน มาตรการเยียวยาภาคเกษตรที่ตรงกับลักษณะพืชมูลค่าสูงจึงเป็นอีกเรื่องที่คนในพื้นที่รอคำตอบ










