ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย ประกาศราคาขายอย่างเป็นทางการ (Official Selling Price หรือ OSP) ของน้ำมันดิบ Arab Light สำหรับลูกค้าในเอเชียที่ส่งมอบในเดือนพฤศจิกายน ลดลงจนต่ำสุดในรอบ 6 ปี ตามรายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 การตัดสินใจนี้สวนทางกับที่ตลาดคาดไว้ว่าซาอุฯ จะขึ้นราคา และกดดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงในวันต่อมา
ตัวเลขสำคัญ
- เอเชีย: ราคา Arab Light ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยราคาโอมาน/ดูไบ 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 3 ดอลลาร์จากเดือนตุลาคม เป็นส่วนลดที่กว้างที่สุดนับตั้งแต่มิถุนายน 2020
- ความคาดหมายของตลาด: ผลสำรวจก่อนประกาศคาดว่าซาอุฯ จะขึ้นราคาสูงสุดราว 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
- ยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ: ปรับขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทุกเกรด
- สหรัฐฯ: คงราคาเดิม
- ราคาตลาดโลก: วันที่ 6 ตุลาคม ราคาน้ำมันเบรนต์ลดลงกว่า 2% มาอยู่ที่ราว 97.45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วน WTI ลดลงราว 2% อยู่ที่ราว 86.81 ดอลลาร์
ทำไมซาอุฯ ยอมลดราคาให้เอเชีย
แหล่งข่าวในวงการโรงกลั่นเอเชียมองว่าการลดราคาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อชดเชยค่าขนส่งทางเรือที่พุ่งสูง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านทำให้การขนส่งน้ำมันในภูมิภาคปั่นป่วน รายงานระบุว่าค่าเช่าเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่มาก (VLCC) จากอ่าวเปอร์เซียไปจีนอยู่ที่ราว 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อวัน เทียบกับราว 80,000 ดอลลาร์ต่อวันเมื่อปีก่อน
นอกจากนี้ ซาอุฯ ต้องการรักษาส่วนแบ่งตลาดในเอเชียซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุด ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัว และผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียหันมาแข่งขันกันด้านราคามากขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือการชดเชยให้ผู้ซื้อที่ต้องรับน้ำมันจากจุดขนถ่ายทางเลือก ซึ่งใช้เวลาเดินทางนานขึ้นหรือต้องรอคิวนาน
ทั้งนี้ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่แน่นอน ราคาน้ำมันจึงยังผันผวนได้ง่ายตามข่าวการเมืองในภูมิภาค
สำหรับผู้อ่านที่ไม่คุ้นกับคำว่า OSP นี่คือราคาที่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในตะวันออกกลางประกาศทุกเดือน โดยกำหนดเป็นส่วนต่าง (บวกหรือลบ) จากราคาอ้างอิงในแต่ละภูมิภาค สำหรับเอเชียใช้ราคาเฉลี่ยของน้ำมันดิบโอมานและดูไบเป็นฐาน ผู้ค้าและโรงกลั่นทั่วโลกจับตาตัวเลขนี้ เพราะเป็นสัญญาณว่าซาอุฯ มองความต้องการน้ำมันในแต่ละภูมิภาคอย่างไร และมักส่งผลให้ผู้ผลิตรายอื่นในอ่าวเปอร์เซียปรับราคาตาม
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทย
ไทยนำเข้าน้ำมันดิบส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง ราคา OSP ของซาอุฯ จึงเป็นต้นทุนสำคัญของโรงกลั่นในประเทศ การลดราคาให้เอเชียอาจช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบของโรงกลั่น แต่จะส่งผ่านไปถึงราคาน้ำมันหน้าปั๊มมากน้อยแค่ไหน ยังขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ค่าขนส่งทางเรือที่ยังสูง ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ ค่าเงินบาท ภาษี และนโยบายกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
สำหรับภาคธุรกิจ ราคาพลังงานที่ลดลงอาจช่วยบรรเทาต้นทุนการขนส่งและการผลิตได้บ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่หลายธุรกิจกำลังฟื้นตัวจากน้ำท่วม สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือทิศทางราคาน้ำมันดิบช่วงปลายปี สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ และการประกาศราคา OSP ของเดือนธันวาคมซึ่งจะบอกว่าซาอุฯ ยังเดินหน้าแย่งส่วนแบ่งตลาดเอเชียต่อหรือไม่





