ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับเดือนตุลาคม ภายใต้ชื่อ “Riding the AI Wave” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โดยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็นขยายตัว 2.0% เหตุผลหลักคือการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล แต่รายงานก็ชี้ว่าธุรกิจไทยยังนำ AI มาใช้เองค่อนข้างช้า
ภาพรวมภูมิภาคโตดีกว่าคาด
ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกปี 2569 จะขยายตัว 4.5% ซึ่งดีกว่าที่เคยคาดไว้ จากการลงทุนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีสูงในประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่ AI รายงานระบุว่าสินค้าเกี่ยวกับ AI คิดเป็นมากกว่า 70% ของการเติบโตของการส่งออกในไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ประมาณการของประเทศสำคัญมีดังนี้
- เวียดนาม 7.4% (ปรับขึ้น 1.1 จุด)
- มาเลเซีย 5.1% (ปรับขึ้น 0.7 จุด)
- จีน 4.4% (ถูกฉุดด้วยตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์)
- ฟิลิปปินส์ 3.7%
- ไทย 2.0% (ปรับขึ้น 0.7 จุด)
- หมู่เกาะแปซิฟิก 2.2% (ปรับลง 0.5 จุด จากราคาพลังงานที่สูง)
แม้จะถูกปรับขึ้น แต่ตัวเลขของไทยยังต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดาเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค
ผลิตสินค้า AI เก่ง แต่ใช้ AI น้อย
ประเด็นที่ธนาคารโลกเน้นสำหรับไทย คือช่องว่างระหว่างการผลิตกับการใช้งาน Nation Thailand รายงานข้อมูลจากรายงานว่า ณ ธันวาคม 2568 มีบริษัทไทยเพียง 12% ที่ใช้ AI และมีเพียง 4% ที่จ่ายเงินซื้อบริการ AI เทียบกับบริษัทในสหรัฐฯ ที่ใช้ AI ราว 43% ส่วนบริษัทไทยที่ใช้แล้วเห็นผลผลิตภาพดีขึ้นมีราว 20% อุปสรรคหลักคือต้นทุน ทักษะแรงงาน และความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล
คาร์ลอส เฟลิเป ฮารามิลโล (Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่าความท้าทายตอนนี้คือการเปลี่ยนจุดแข็งด้านการผลิตสินค้า AI ให้กลายเป็นการใช้ AI อย่างกว้างขวางเพื่อยกระดับผลิตภาพ
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
รายงานเตือนความเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่ การปรับฐานของการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกซึ่งอาจทำให้การส่งออกชะลอตัวและภาวะการเงินตึงตัว ราคาพลังงานที่อาจสูงต่อเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงที่อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรและก่อให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียนบวกสาม (AMRO) ก็ออกรายงานก่อนหน้าหนึ่งวัน เตือนว่าหากความต้องการด้าน AI ชะลอลง อาจฉุดการเติบโตของภูมิภาคได้มากถึง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์
สำหรับไทยยังมีปัจจัยเฉพาะหน้าอย่างน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินความเสียหายต่อทรัพย์สินเบื้องต้นไว้ราว 0.03-0.1% ของ GDP
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทย
ตัวเลขนี้บอกว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้พึ่งพาการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเป็นข่าวดีต่อแรงงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และนิคมอุตสาหกรรม แต่ก็ทำให้ไทยอ่อนไหวต่อวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก หากกระแสนี้ชะลอ การส่งออกอาจได้รับผลกระทบเร็ว
อีกด้านหนึ่ง การที่ธุรกิจไทยใช้ AI น้อยหมายความว่ายังมีช่องว่างให้ SME และองค์กรไทยเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมาก สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ซึ่งประเด็น AI และการเติบโตของภูมิภาคน่าจะเป็นหัวข้อหลัก









