เลือกอ่านตามหมวดหมู่
ข่าว

ข่าวและเหตุการณ์ล่าสุด

เทคโนโลยี

AI แกดเจ็ต และโลกดิจิทัล

ธุรกิจ

สตาร์ทอัพ การงาน เศรษฐกิจ

ไลฟ์สไตล์

อาหาร สุขภาพ การใช้ชีวิต

กีฬา

ทุกสนาม ทุกการแข่งขัน

บันเทิง

หนัง ดนตรี และศิลปะ

ความคิดเห็น

มุมมองจากคนในชุมชน

ท้องถิ่น

เรื่องใกล้ตัวในชุมชน

ท่องเที่ยว

ที่เที่ยวและทริปแนะนำ

บทความล่าสุด

ธนาคารโลกปรับคาด GDP ไทยปี 69 เป็น 2.0% อานิสงส์ส่งออกสินค้า AI

ธนาคารโลกปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้น 0.7 จุดเป็น 2.0% จากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับ AI แต่เตือนว่าธุรกิจไทยใช้ AI จริงเพียง 12%
อาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารโลก กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
ภาพ: Shiny Things / Wikimedia Commons (CC BY 2.0)

ธนาคารโลก (World Bank) เผยแพร่รายงานเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกฉบับเดือนตุลาคม ภายใต้ชื่อ “Riding the AI Wave” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 โดยปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้น 0.7 จุดเปอร์เซ็นต์ เป็นขยายตัว 2.0% เหตุผลหลักคือการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล แต่รายงานก็ชี้ว่าธุรกิจไทยยังนำ AI มาใช้เองค่อนข้างช้า

ภาพรวมภูมิภาคโตดีกว่าคาด

ธนาคารโลกคาดว่าเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกปี 2569 จะขยายตัว 4.5% ซึ่งดีกว่าที่เคยคาดไว้ จากการลงทุนและการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีสูงในประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่ AI รายงานระบุว่าสินค้าเกี่ยวกับ AI คิดเป็นมากกว่า 70% ของการเติบโตของการส่งออกในไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ประมาณการของประเทศสำคัญมีดังนี้

  • เวียดนาม 7.4% (ปรับขึ้น 1.1 จุด)
  • มาเลเซีย 5.1% (ปรับขึ้น 0.7 จุด)
  • จีน 4.4% (ถูกฉุดด้วยตลาดแรงงานและภาคอสังหาริมทรัพย์)
  • ฟิลิปปินส์ 3.7%
  • ไทย 2.0% (ปรับขึ้น 0.7 จุด)
  • หมู่เกาะแปซิฟิก 2.2% (ปรับลง 0.5 จุด จากราคาพลังงานที่สูง)

แม้จะถูกปรับขึ้น แต่ตัวเลขของไทยยังต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งในบรรดาเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค

ผลิตสินค้า AI เก่ง แต่ใช้ AI น้อย

ประเด็นที่ธนาคารโลกเน้นสำหรับไทย คือช่องว่างระหว่างการผลิตกับการใช้งาน Nation Thailand รายงานข้อมูลจากรายงานว่า ณ ธันวาคม 2568 มีบริษัทไทยเพียง 12% ที่ใช้ AI และมีเพียง 4% ที่จ่ายเงินซื้อบริการ AI เทียบกับบริษัทในสหรัฐฯ ที่ใช้ AI ราว 43% ส่วนบริษัทไทยที่ใช้แล้วเห็นผลผลิตภาพดีขึ้นมีราว 20% อุปสรรคหลักคือต้นทุน ทักษะแรงงาน และความกังวลเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

คาร์ลอส เฟลิเป ฮารามิลโล (Carlos Felipe Jaramillo) รองประธานธนาคารโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก กล่าวว่าความท้าทายตอนนี้คือการเปลี่ยนจุดแข็งด้านการผลิตสินค้า AI ให้กลายเป็นการใช้ AI อย่างกว้างขวางเพื่อยกระดับผลิตภาพ

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา

รายงานเตือนความเสี่ยงหลายด้าน ได้แก่ การปรับฐานของการลงทุนด้าน AI ทั่วโลกซึ่งอาจทำให้การส่งออกชะลอตัวและภาวะการเงินตึงตัว ราคาพลังงานที่อาจสูงต่อเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงที่อาจสร้างความเสียหายต่อภาคเกษตรและก่อให้เกิดน้ำท่วม ขณะที่สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคอาเซียนบวกสาม (AMRO) ก็ออกรายงานก่อนหน้าหนึ่งวัน เตือนว่าหากความต้องการด้าน AI ชะลอลง อาจฉุดการเติบโตของภูมิภาคได้มากถึง 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์

สำหรับไทยยังมีปัจจัยเฉพาะหน้าอย่างน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินความเสียหายต่อทรัพย์สินเบื้องต้นไว้ราว 0.03-0.1% ของ GDP

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนไทย

ตัวเลขนี้บอกว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้พึ่งพาการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งเป็นข่าวดีต่อแรงงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และนิคมอุตสาหกรรม แต่ก็ทำให้ไทยอ่อนไหวต่อวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก หากกระแสนี้ชะลอ การส่งออกอาจได้รับผลกระทบเร็ว

อีกด้านหนึ่ง การที่ธุรกิจไทยใช้ AI น้อยหมายความว่ายังมีช่องว่างให้ SME และองค์กรไทยเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมาก สิ่งที่ต้องติดตามต่อคือการประชุมประจำปีของ IMF และกลุ่มธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม ซึ่งประเด็น AI และการเติบโตของภูมิภาคน่าจะเป็นหัวข้อหลัก

แหล่งข่าวอ้างอิง

แชร์บทความนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *